กว่าจะมาเป็นตราสัญลักษณ์

เล่ารายละเอียดทั้งหมด กว่าจะมาเป็น logo หนึ่งชิ้นนั้น ผ่านกระบวนการอะไรบ้าง เริ่มเรื่องจากการที่ ที่ทำงานมีโจทย์มาให้ ว่าต้องการประกวดออกแบบ logo ของโรงพยาบาลขึ้น ซึ่งเดิมนั้นไม่มี และไม่เคยมีการใช้งานอย่างจริงจัง ตราสัญลักษณ์ที่เคยออกแบบมาก็ไม่ใช่ตราของโรงพยาบาลเสียทีเดียว แต่จะมีหน่วยอื่น หรือ ชื่อกิจกรรมพิเศษติดมาด้วย เพื่อนำไปใช้งาน แล้วก็ยกเลิกไป

โจทย์ที่ได้มาจากผู้อำนวยการคือ “ต้องการตราสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอ่างทอง หรือ เอกลักษณ์ของอ่างทอง ค่านิยม รพ. แสดงถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ของ รพ.” — เมื่อ 8 พย. 59

1. ทบทวนความรู้

เริ่มทบทวนความรู้และกระบวนการก่อนอันดับแรก เพื่อวางแผนว่าต้องทำอะไรบ้าง อย่างไร ด้วยวิธีใด ซึ่งผมก็หาข้อมูลจาก search engine ด้วย keyword “how to logo design” เจอข้อมูลมากมาย อาทิเช่น

6 วิธีการออกแบบโลโก้ที่ดี พร้อมตัวอย่างประกอบ

https://www.marketingoops.com/news/digital/brand-revolution/

จากนั้นก็ทำการบ้านต่อ

2. หาข้อมูล จากแหล่งต่างๆ ทั้ง Offline, Online

ข้อมูลที่หาเริ่มแรกจะสอบถามจากผู้คนที่พบเจอ เจอใครที่สนิท ๆ ผมก็จะถามว่า  “อัตลักษณ์ของอ่างทองคืออะไร?” คำตอบที่ได้ จะไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ เพราะคำว่า “อัตลักษณ์” มันเป็น “ลักษณะเฉพาะตัว เป็นสิ่งที่บ่งชี้อย่างชัดเจน”  แต่สัญลักษณ์ คือสิ่งที่ “ลักษณะเด่น” ผมเลยเปลี่ยนคำถามว่า “สัญลักษณ์ของอ่างทองคืออะไร?” คนก็จะตอบว่า

“สถานที่” – วัดม่วง วัดไชโย วัดขุนอินทประมูล วัดป่าโมก วัดไชโย ตลาดศาลเจ้าโรงทอง
“ของฝาก” – ตุ๊กตาชาววัง กลอง ไข่เป็ด เครื่องจักรสาน
“อื่นๆ” – ข้าว รวงข้าว แม่น้ำ อ่าง

ซึ่งส่วนหนึ่งของการพูดคุย ผมก็ยกตัวอย่างจังหวัดอื่น ๆ เช่น เพชรบูรณ์ เราจะนึกถึง มะขาม สุรินทร์ เราจะนึกถึง ช้าง สิงห์บุรี เราจะนึกถึง ปลา เชียงใหม่ เราจะนึกถึง พระธาตุ ตุง ล้านนา เป็นต้น แล้ว อ่างทองละ นึกถึงอะไร?

เอาหัวข้อจาก designil มาใช้
  1. อยากให้โลโก้ “สื่ออารมณ์” แบบไหน
  2. อยากให้โลโก้มี “ความหมาย” อย่างไร
  3. โลโก้ของเราจะมีอายุยืนยาวขนาดไหน
  4. โลโก้ของเรามี “ลักษณะเฉพาะ” มั้ย? โลโก้จดจำง่ายมั้ย?
  5. โลโก้ยังดูออกมั้ยตอนเป็นสีขาว – ดำ
  6. โลโก้ถ้าใช้แบบย่อเล็ก ๆ จะดูออกมั้ย

พิมพ์ใส่กระดาษ แล้วนั่งตอบทีละข้อ ๆ เพื่อหาแนวทางการออกแบบโลโก้

ต่อมาก็ถามใน social media

3. วิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้มา

ได้รับคำตอบมามากมายหลากหลายแนวคิด เลยสรุปเอามาเป็นกลุ่มที่สะดวกต่อการใช้งานได้ 4 กลุ่ม “อ่าง วัด สถานที่อื่น ความรู้สึก” จากนั้นวิเคราะห์ต่อว่า อะไรคืออัตลักษณ์ หรือ ปัจจัยใดที่ทำให้เรารู้สึกนึกคิด ถึงสิ่งๆ นั้น หรือ ความหมาย ของสิ่งที่เรานึกถึงคืออะไร ทำไมคนนึกถึงวัด? ทำไมคนคิดถึงบ้าน? ทำไมคนคิดถึงทุ่งนา?

คำตอบที่มีอยู่ในใจแล้วขณะนี้คือ “ความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ความชุ่มชื้น ความสุข ความเบิกบานใจ ความสงบ” เมื่อเปลี่ยนจากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ มาเป็น ความรู้สึกนึกคิด หรือ สิ่งที่เริ่มเป็น “นามธรรม”  ก็หาข้อมูลเรื่องสี และ อารมณ์ เพื่อดูว่า สีใดจะเหมาะกับการออกแบบ logo

4. ร่างแบบ

ขั้นตอนนี้เริ่มจากการร่างลงในกระดาษก่อน เอาข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ เสร็จแล้ว ร่างแบบในหัว และเขียนใส่กระดาษ ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้ออกแบบแค่ logo อันเดียว เลยมีหลากหลายความคิดเข้ามาปะปนกัน รวมถึงการนำเลข ๙ เข้ามาใส่ด้วย ซึ่งมีแว๊บนึงที่คิดว่า “การมุ่งไปข้างหน้า” มันจะต้องเริ่มจากการออกตัว พอนึกถึงการออกตัว ก็เริ่มนึกถึงนักวิ่ง ไปค้นหาท่าวิ่ง เพื่อเอามาเป็นแนวคิดออกแบบด้วย

แล้วก็ได้มาแบบนี้

 

 

ซึ่งเลข ๘ แบบแรกนี้พอคิดได้แล้วก็ต้องทำขึ้นมาก่อน ไม่งั้นจะลืม concept ไป จากนั้นก็มาต่อเติมสิ่งที่คิดไว้แล้ว ก็คือ “รวงข้าว” เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของจังหวัดอ่างทอง รวมไปถึงตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดก็ยังมีรวงข้าวอยู่ จึงหาแบบของรวงข้าว หาสีของรวงข้าว หาโทนที่จะเหมาะกับ logo ที่ออกแบบ

5. เตรียมสี

วิธีการคือหารูปถ่าย เพื่อเปรียบเทียบสี และใช้เว็บอาทิเช่น www.colourlovers.com, coolors.copaletton.comcolorpalettes.net

 

ซึ่งโทนสีที่ใช้ จะให้ใกล้เคียงกับ “สีเหลืองอำพัน” แต่จะอ่อนลงหน่อย เหมือนสีแสงส่องด้านหลัง เพื่อใช้เป็นสีของเมล็ดข้าว

6. ลงรายละเอียด

ขั้นตอนนี้ใช้ร่างที่ทำไว้ มา draff หรือ วาดใหม่ก็ได้ ตามต้นแบบที่คิดไว้ โดยทำรายละเอียดต่างๆ ไปทีละส่วน เพื่อนำมาประกอบกัน ในที่นี้จะเริ่มต้นจากเมล็ดข้าวก่อน เพื่อเพื่อเอามาสร้างเป็น brush เพื่อให้ง่ายตอนสร้าง “ฝักรวงข้าว”

– create shape- transform effect- again!- brush!

โพสต์โดย Thanikul Sriuthis บน 25 พฤศจิกายน 2016

#ข้าวไง จะใครละ

โพสต์โดย Thanikul Sriuthis บน 25 พฤศจิกายน 2016

หาแบบกังหัน เพื่อแสดงถึงการพัฒนา

ถ้าหมุน หมุนทวนเข็ม หรือ ตามเข็ม ความรู้สึกและอารมณ์ต่างกันมั้ย?

โพสต์โดย Thanikul Sriuthis บน 26 พฤศจิกายน 2016

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว การหมุนของกังหัน ทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างกัน ระหว่าง หมุนตามเข็ม และ ทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งถ้าดูจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ก็มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า การเวียนรอบโบสถ์ ทวนเข็ม กับ ตามเข็ม มันแตกต่างกัน

จนได้แบบกังหันมาดังนี้

 

จากนั้นก็ใส่สีให้กับกังหันลม แต่ก็ยังใช้เวลาปรับอยู่พอสมควร และหัวหน้าได้มาเห็น logo ที่กำลังออกแบบ จึงได้อธิบายรายละเอียดคร่าวๆ พอสังเขป ท่านได้ให้แง่คิดว่า กระทรวงสาธารณสุข ก็ควรมี “งูพันคบเพลิง” ซิ จึงได้หาแบบ พร้อมทั้งความหมาย ว่าแท้จริงแล้ว ทำไมกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องมีตราเป็นงูพันคบเพลิง จึงได้คำตอบ

และตรางูพันคบเพลิง

แต่ได้ตัดทอนออกบางส่วน ตรงปีก และ ไฟ เนื่องจากดูแล้วไม่เหมาะกับ logo ที่กำลังออกแบบ ที่ต้องการความเรียบง่าย กว่านี้จึง เปลี่ยนเป็นการใช้เส้น และ ขนาด

7. ลองเลือก font ที่เหมาะ

เรื่องที่สำคัญไม่แพ้การออกแบบตรา ก็คือ ตัวอักษร โดยเฉพาะการที่เราไม่ได้ออกแบบเป็น Letter form (ประเภทของโลโก้)  จึงต้องพิจารณาให้ดี เพราะถ้าเลือกแบบอักษรที่ไม่เหมาะสมกับ Logo จะทำให้ดูขัดแย้งกัน และความหมายที่ต้องการสื่อกับ Logo อาจเปลี่ยนไป

8. การบันทึกไฟล์เพื่อส่งแบบ

ส่วนมากก่อนจะสร้าง Logo ขึ้นมาจะเลือกโหมดสีเป็น CMYK อยู่แล้ว เพราะทำงานที่ต้องส่งออกเพื่อไปพิมพ์อยู่เป็นประจำ ทำให้เข้าใจถึงอาการสีเพี้ยนได้ดี มันเป็นความผิดพลาดที่อาจจะมองว่าเล็กน้อย แต่สีเพี้ยน บางครั้งก็ให้อภัยไม่ได้เหมือนกัน จากสีเขียวน้ำทะเล พอพิมพ์ออกมาเป็น สีฟ้านวลๆ มันก็ผิดแล้ว

โดยปกติเวลาส่งงานออกไปพิมพ์จะใช้เป็นไฟล์ .jpg แต่ครั้งนี้ส่งแบบหลายชิ้น จึงเลือกเป็น PDF ส่งไปแทน เพราะมั่นใจว่าเครื่องที่พิมพ์นั้นสีตรงกับแบบในเครื่องอย่างน้อยก็ 95%


 

สรุปการส่งประกวดครั้งนี้

ได้ส่งไปทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน ซึ่งมีแบบที่ 5 คือ Logo ที่ออกแบบไว้โดยลอกเลียนแบบตราสัญลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุขมา เพียงเปลี่ยนชื่อเท่านั้น แต่เวลาส่งใส่ซองนั้น จะเรียงจาก 5 4 3 1 2 เอา ตราที่เราเกร็งไว้ว่า เป็นทีเด็ด ไว้สุดท้าย

ซึ่งผลก็ปรากฏว่าได้รับรางวัลชนะเลิศในการออกแบบครั้งนี้

ฮี่ ฮี่

โพสต์โดย Thanikul Sriuthis บน 8 ธันวาคม 2016

 

โดยวันที่มารับรางวัลกับในประกาศนียบัตรนั้น ต้องอธิบายแนวคิดในการออกแบบ และความหมายของ Logo นี้ ซึ่งก็เตรียม slide ก่อนการนำเสนอ 2 ชั่วโมง ปั่นหูตูบเลย ตั้งแต่ 10.00 ถึง 12.30 ลงไปทานข้าวแว๊บเดียว ก็มารอที่ห้องประชุมเพื่อนำเสนอ โดย slide นี้จะอธิบายความหมายในการออกแบบไว้ดังนี้

ซึ่งไม่ใช่ออกแบบได้สวย หรือ โดดเด่นแต่อย่างใด ตราสัญลักษณ์นั้นใครก็ออกแบบได้ เพราะเชื่อว่าต้องมีคนที่ออกแบบเก่งส่งมาอย่างแน่นอน เนื่องจากมียอดส่งประกวด 25 แบบ แต่ที่ชนะ อาจเป็นเพราะว่า การสื่อความหมายของตรา มันสามารถสื่อความหมายถึง คณะกรรมการ ถึงผู้บริหารที่ให้โจทย์มา และถ้าไม่ได้เพื่อนร่วมงาน มิตรสหายทั้ง Online Offline ก็คงไม่สามารถสร้างงานชิ้นนี้ออกมาได้ และต้องขอบคุณครอบครัวที่ให้เวลาได้ปั่นงานชิ้นนี้จนเสร็จ ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม เงินรางวัลที่ได้ไม่ได้มากเท่าความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตราสัญลักษณ์ขององค์กรครั้งนี้เลย

ปิ๊งไอเดีย ทำเสื้อ ต้นกล้ามัคคุเทศก์

เมื่อวานนี้หลังจากทานข้าวกลางวันเสร็จ ต้นกล้าฯ ก็มานั้นเสวนากัน (นั่งเมาส์) ในห้องตากแอร์เย็นๆ และน้องเชอรรี่ก็ได้เสนอขึ้นมาว่า น่าจะทำเสื้อของรุ่นกัน ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลว ผมเลยอาสาออกแบบเสื้อต้นกล้าอาชีพ สาขามัคคุเทศก์ชุมชน รุ่นที่ 1 นี้ให้ คาดว่าจะทำเป็นเสื้อยืด เพราะราคาไม่แพงมาก และใส่ลวดลายได้เยอะดี เสื้อจะใช้เป็นสีดำ หรือขาว แบบเสื้อที่จะทำก็ต้องสื่อถึงความเป็นนักท่องเที่ยว และต้นกล้า อะฮะ เลยผุดภาพในจิตนาการว่าน่าจะมีต้นไม้เขียวๆ และรูปคนสะพายเป้ ก็น่าจะเหมาะ ผลที่ได้ก็ออกมาดังภาพด้านข้างนี้ละครับ

ออกแบบปกสมุด ชมรมพุทธศาสน์

ชมรมพุทธศาสน์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์จะจัดทำ สมุดของชมรม เพื่อแจกแก่สมาชิกชมรม และผมได้รับการติดต่อมาจาก คนในชมรมขณะนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นประธานชมรมหรือป่าว เพราะนานแล้วจำไม่ค่อยได้ ซึ่งในปีก่อนๆนั้น คนในชมรมจะออกแบบกันเอง ซึ่งรูปแบบก็ธรรมดา และดูไม่สื่อถึงชมรมพุทธศาสน์ซักเท่าไหร่ ผมจึงได้รับหน้าที่การออกแบบปกครั้งนี้ แนวทางการออกแบบคืออยากให้สื่อถึงพุทธศาสนาให้มากที่สุด ผมจึงได้ใช้ภาพของ พระพุทธไสยาส ที่ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์ ? ท่าเตียน) พระพุทธไสยาสองค์นี้ได้รับการขนานนามว่า เป็นพระพุทธไสยาสองค์ใหญ่ ที่มีความงดงามที่สุดในประเทศไทย รูปนี้เอื้อเฟื้อโดยท่าน “สิปปกร” ผมทราบชื่อเท่านี้ครับ เป็นผู้หนึ่งที่มีฝีมือการถ่ายภาพยอดเยี่ยมมาก ซึ่งผมเอาภาพมาแต่งให้ดูมีความฟุ้งกระจาย ให้สีทองดูเปล่งปลั่งมากขึ้น ด้านหลังเป็นรูปของสมาชิกชมรม ซึ่งจริงๆแล้ว ในตอนแรกที่ผมทำไม่มีรูปสมาชิกชมรม เนื่องจากว่า มันดูขัดๆ กับรูปพระ คุณว่ามั้ย? แต่เนื่องจากว่า เขาต้องการให้รู้ว่านี่เป็นสมุดชมรม จึงต้องใส่รูปสมาชิกชมรมเข้าไปด้วย? ปกหลังนั้นเป็นรูปของพุทธศาสนิกชนกำลัง นั่งวิปัสนากันที่ไหนซักแห่้ง รูปนี้ผมได้มาจาก ไหนไม่ทราบ ลืมแหล่งที่มาแล้ว

ภาพที่ให้ดูมีทั้งหมด 4 ภาพ จะเห็นว่า…ภาพที่เป็นไฟล์ต้นฉบับ กับปกหนังสือที่ทำสำเร็จแล้ว ไม่เหมือนกัน ตรงตัวอักษรด้านล่าง คำว่า “ชมรมพุทธศาสน์ รุ่นที่ 19…” และมีชื่อมหาวิทยาลัยฯ เพิ่มเข้ามาที่ด้านขวาของปก งานนี้เป็นงานฟรีครับ เพราะถือว่าช่วยๆ กัน แต่ที่ผมรู้สึกไม่พอใจคือเรื่องการปรับแต่งเพิ่มเติม เนื่องจากว่าผมได้ให้ไฟล์ต้นฉบับไปด้วย เขาบอกว่า อาจารย์ท่านหนึ่ง ได้นำไปปรับแต่งใหม่ เลยออกมาแบบนี้ ซึ่งผมเองถือว่าไม่ให้เกียรติผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสังคมไทยมักทำกับแบบนี้แหละครับ!! เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น มันสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ

ซึ่งเหตุการณ์นี้ต้องเก็บไว้เป็นบทเรียน ในการส่งไฟล์ในการออกแบบให้กับใครซักคน ควรจะทำลายน้ำ หรือให้ไฟล์ ที่ไม่สามารถปรับแต่งแก้ไขได้ ไปให้เขาดู เพื่อเป็นในลักษณะของตัวอย่าง เมื่อได้รับค่าตอบแทน หรือตกลงในรายละเอียดที่ออกแบบแล้ว ค่อยส่งไฟล์ทั้งหมดให้เขา

ออกแบบ แสตนด์เชียร์ งานกีฬาการท่าอากาศยานไทย

เมื่อถึงคราวได้ฝึกงาน ผมได้ไปฝึกงานที่บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด และได้มีส่วนร่วมในงานกีฬาของการท่าฯ ซึ่งจะให้พนักงานการท่าได้มาร่วมออกกำลังกาย แข่งขันกีฬา รวมถึงแข่งขันกองเชียร์ และเชียร์หลีดเดอร์ ผมเองรับหน้าที่ในการออกแบบป้ายคัตเอาท์ ซึ่งสีประจำฝ่าย ฝทส. ที่ผมฝึกงานนั่นเป็นสีแดง จึงได้เอาความร้อนแรงมาใช้กันอีกครั้ง แบบที่ส่งไปนั่น ผมเองไม่ได้ไปลงมือทำเอง เพราะว่าตอนนั้นยังไม่ไ้ด้ไปฝึกงานที่การท่าเต็มตัว เพียงแต่ไปดูงาน การทำป้ายและทาสีจึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งผลที่ออกมาก็ต่างจากแบบที่ผมออกแบบไว้นิดหน่อย เรื่องของลายเส้น และขนาดของแรงระเบิดที่ผมออกแบบไว้

ประกวดออกแบบ แสตนด์เชียร์ ในกีฬาสี

ในทุกโรงเรียนก็ต้องมีกีฬาสีอยู่แล้วซึ่งความหวังอันสูงสุดของนักเรียนก็คือได้เป็นแชมป์กีฬา เชียร์ หรือไม่ว่าอะไรก็ตาม ที่เราจะมีถ้วยไว้อวดโฉมหน้าแถวของเรา ตอนที่ผมอยู่ ม.6 โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคมนั่น ก็ได้รับหน้าที่ในการควบคุมน้องๆ เพราะถือว่าเราเป็นพี่ใหญ่แล้ว ซึ่งทั่วไปอาจารย์จะห้าม ม.6 ไม่ให้ไปช่วยเหลืองานอะไรมากนักเนื่องจากอยากให้เตรียมตัวสอบเอนทรานส์ แต่แน่นอนครับว่าไม่มีใครไม่อยากทำ พวกผมรับหน้าที่ในการทำแสตนด์เชียร์และ ป้ายของขบวนพาเหรด ในตอนนั้นการทำป้ายหรืองานอะไรซักอย่างเกี่ยวกับกีฬาสี จะเป็นความลับสุดๆ จะเห็นผลงานกันในวันสุดท้ายที่ต้องเอาป้ายขึ้นกันเลย การแข่งขันแสตนด์เชียร์นั่นจะแข่งกันในวันสุดท้ายของกีฬาสี ซึ่งการเตรียมความพร้อมของพวกผมคือได้ไป นอนค้างบ้านเพื่อนประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อทำป้าย และอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ ที่เราไปกันคือบ้านไอ้วี (ปรวีร์) ซึ่งมีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น มันเป็นความสนุกของเด็ก ม.ปลาย ในอาทิตย์นั้นพวกผมก็จะผลัดกันโดดเรียน เพื่อมาทำงาน โดยมี อ.แม่ (อ.สุวารีย์) คอยส่งข้าวส่งน้ำให้ และพาพวกที่เลิกเรียนแล้วมาส่งที่บ้าน อ.ดีกับพวกเรามากๆครับ ป้ายที่ทำนี้มี concept ว่าต้อง red ต้องแรง ผมจึงใช้พลังของ พระอาทิตย์ สิ่งที่ใหญ่และมีพลังที่สุดในระบบสุริยะ มาเป็นตัวเอก ล้อมรอบด้วยหมู่ดาวหลากสี เพื่อบอกว่า สีอื่นน่ะเป็นบริวารของเรา ป้ายนี้ใช้ไม้อัดขนาด 240*120 จำนวน 6 แผ่น ซึ่งพื้นที่ ที่ใช้ทำป้ายก็ต้องใหญ่พอสมควรเราจึงยืดโรงรถของพ่อไอ้วีร์ มาทำป้ายกัน แต่มีมารผจญเราอยู่เรื่อยๆ คือหมาของไอ้วีร์ครับ ตัวเท่าวัวเลย มันชอบมาเดินย่ำป้ายเหมือนมันจะอยากช่วยเรา แต่เราก็ต้องคอยลบรอยเท้ามันอยู่ จนวันสุดท้ายเลย เพื่อนที่มาช่วยนั่นก็เกือบทั้งห้องล่ะครับ จะแวะเวียนกันมา ช่วยตัดบ้าง ทาบ้าง

และมันก็สำเร็จครับ เมื่อผลการประกวดแสตนด์เชียร์ เราได้ที่ 1 ซึ่ง ในปีนี้ผมได้เสนอ อาจารย์ที่เป็นคณะกรรมการว่า น่าจะให้รางวัลแยกกันระหว่าง แสตนด์เชียร์ กับกองเชียร์ ซึ่งแสตนด์เชียร์จะเน้นความสวยงามและ บ่งบอกถึงสีของเรา ผมไม่มีภาพถ่ายที่เป็นภาพโดยรวมนะครับ จะให้เห็นว่าแสตนด์ของผมเด่นมากๆ เมื่อแต่งเรียบร้อยแล้ว มีแต่ภาพตอนที่เรามารวมกันถ่ายที่แสตนด์พร้อมกับถ้วยรางวัล

แสตนด์เชียร์

แสตนด์เชียร์

แสตนด์เชียร์

แสตนด์เชียร์