<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>MoreMeng.in.th</title>
	<atom:link href="http://moremeng.in.th/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://moremeng.in.th</link>
	<description>ม.เหม่ง อิน ไทยแลนด์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 19 Feb 2012 04:29:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>เสียดาย ควายได้แต่อ่าน</title>
		<link>http://moremeng.in.th/2012/02/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://moremeng.in.th/2012/02/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 19 Feb 2012 04:24:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MoreMeng</dc:creator>
				<category><![CDATA[Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://moremeng.in.th/?p=954</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนอื่นผมจะเกริ่นก่อนว่าผมได้อ่านบทความของคุณ วิกรม กรมดิษฐ์ เกี่ยวกับจุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ?เมื่อได้อ่านแล้วก็ได้คิดว่า ข้อความมันชั่งกระชับได้ใจความเสียจริง ผมเลยอยากเอาความคิดเห็นส่วนตัวมาถอดและอภิปรายเป็นข้อๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้ครับ ต้องบอกว่าประเทศไทยเปิดศักราชปีเสือไม่โสภา เมื่อ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ระบุว่าไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนเหมือนที่ผ่านมาในสายตาของ นักลงทุนญี่ปุ่น ทำให้คิดถึงความคิดเห็นของ วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าพ่ออมตะนครที่เคยพูดถึง ?จุดอ่อน? ของคนไทยไว้ 10 ข้อคือ 1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็น ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อยๆ กล่าวได้ว่าความรู้ผิดชอบชั่วดีของคนไทยต่ำมากครับ คนไทยส่วนมากยึดตนเองเป็นที่ตั้งโดยไม่สนใจสังคม สิ่งแวดล้อมว่าจะเดือนร้อนเสียดายอย่างไร หน้าที่ของพลเรือนที่ดีคือไม่ก่อความเดือนร้อนวุ่นวายต่อบ้านเมืองต่อสังคม แต่เห็นๆกันอยู่ว่าสังคมไทยทุกวันนี้วุ่นวายขนาดไหน ไม่ว่ารากหญ้าหรือว่าข้าราชการระดับสูงๆ ผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารบ้านเมืองก็เป็นไปกันหมด ธุรกิจการเมืองก็แก่งแย่งชิงดี แย่งเก้าอี้ ซื้อตำแหน่ง ข้าราชการก็ขาดคุณธรรม อยากมีอยากได้ซื้อขายตำแหน่งกันเป็นว่าเล่น เป็นระบบที่ฟอนแฟะ คนที่ก่อความเสียหายเดือดร้อนให้บ้านเมืองได้ตำแหน่งบริหารประเทศ ผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงาน ก็กลับเล่นเกมส์ของตัวเอง การทุจริตคอรับชั่นก็เยอะแยะไปหมด ถนนผุพงตั้งแต่ยังไม่ส่งมอบงาน วัสดุไม่ตรงเกณฑ์ มีใต้โต๊ะ &#8230;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนอื่นผมจะเกริ่นก่อนว่าผมได้อ่านบทความของคุณ วิกรม กรมดิษฐ์ เกี่ยวกับ<a href="https://www.facebook.com/MoreMeng/posts/193504094085165" target="_blank">จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ?</a>เมื่อได้อ่านแล้วก็ได้คิดว่า ข้อความมันชั่งกระชับได้ใจความเสียจริง ผมเลยอยากเอาความคิดเห็นส่วนตัวมาถอดและอภิปรายเป็นข้อๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้ครับ</p>
<blockquote><p>ต้องบอกว่าประเทศไทยเปิดศักราชป<wbr>ีเสือไม่โสภา เมื่อ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่า<wbr>งประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ระบุว่าไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น<wbr>่าสนใจในการลงทุนเหมือนที่ผ่านม<wbr>าในสายตาของ นักลงทุนญี่ปุ่น ทำให้คิดถึงความคิดเห็นของ วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าพ่ออมตะนครที่เคยพูดถึง ?จุดอ่อน? ของคนไทยไว้ 10 ข้อคือ</wbr></wbr></wbr></wbr></p></blockquote>
<p><strong><span id="more-954"></span>1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำ</strong><wbr><strong>มาก โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอ</strong><wbr><strong>า เกิดเป็น ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อย</strong><wbr><strong>ๆ</strong></wbr></wbr></wbr></p>
<p>กล่าวได้ว่าความรู้ผิดชอบชั่วดีของคนไทยต่ำมากครับ คนไทยส่วนมากยึดตนเองเป็นที่ตั้งโดยไม่สนใจสังคม สิ่งแวดล้อมว่าจะเดือนร้อนเสียดายอย่างไร หน้าที่ของพลเรือนที่ดีคือไม่ก่อความเดือนร้อนวุ่นวายต่อบ้านเมืองต่อสังคม แต่เห็นๆกันอยู่ว่าสังคมไทยทุกวันนี้วุ่นวายขนาดไหน ไม่ว่ารากหญ้าหรือว่าข้าราชการระดับสูงๆ ผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารบ้านเมืองก็เป็นไปกันหมด ธุรกิจการเมืองก็แก่งแย่งชิงดี แย่งเก้าอี้ ซื้อตำแหน่ง ข้าราชการก็ขาดคุณธรรม อยากมีอยากได้ซื้อขายตำแหน่งกันเป็นว่าเล่น เป็นระบบที่ฟอนแฟะ คนที่ก่อความเสียหายเดือดร้อนให้บ้านเมืองได้ตำแหน่งบริหารประเทศ ผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงาน ก็กลับเล่นเกมส์ของตัวเอง การทุจริตคอรับชั่นก็เยอะแยะไปหมด ถนนผุพงตั้งแต่ยังไม่ส่งมอบงาน วัสดุไม่ตรงเกณฑ์ มีใต้โต๊ะ ไม่รู้ถูกรู้ผิด เข้าข้างญาติมิตรแบบหัวชนฝา สังคมเรามันเป็นระบบอุปถัมภ์มาแต่ไหนแต่ไร ยากที่จะแก้ได้แค่ใครคนใดคนหนึ่ง การศึกษาก็ด้อย เก่งกันแค่ไม่กี่คน เก่งแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ สุดท้ายก็เหลวไปกับกระแสหมด ปริญญาเดี๋ยวนี้แทบไม่มีค่า คนเมื่อก่อนร่ำเรียนมายากเย็น กว่าจะจบมาได้ คนเดี๋ยวนี้เสียเงินเสียทองซื้อมา เพื่อหวังกอบโกย โดยไม่คิดถึงคุณภาพของประเทศในภายภาคหน้า ผมดีใจนะที่ผมอีกไม่นานก็คงตายแล้ว ไม่อยากอยู่ดูความล้มเหลวของประเทศที่เรียกตัวเองว่า ประเทศราช ที่ไม่เคยเสียเอกราชให้ใครอย่างประเทศไทยนี้เลย</p>
<p><strong>2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่</strong><wbr><strong>างชาติในเวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรี</strong><wbr><strong>ยนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า</strong></wbr></wbr></p>
<p>การศึกษาในเมืองไทยมันเหมือนควายตามน้ำ ใครเห็นที่ไหนดี ที่ไหนดังก็เฮโลกันไปเรียน ความเชื่อผิดๆยังมีอยู่มาก แบบฝังใจจำ ว่าที่ดีๆ เจ๋ง เก่ง แท้จริงแล้วก็เหมือนกัน ซึ่งหาได้ดูสถานศึกษาของต่างประเทศ เขาแข่งกันขนาดไหน เขาเอื้อต่อการศึกษาขนาดไหน เขามุ่งมั่นพัฒนาบุคคลากรเขาขนาดไหน ประเทศไทยเราเลยไม่ไปไหนซักที ไอ้ที่เก่งๆ ดีๆ ก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่ค่อยสนใจกัน เราไอ้แชมป์ฟิสิกส์ ชีวะ เคมี คณิต ระดับโอลิมปิกวิชาการมากี่คนแล้ว กี่คนเล่า แต่ทำไมระดับการศึกษาของเราถึงยังดู??? ล้าหลัง กว่าประเทศอื่น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนที่เก่งๆ ในไทย เขาหายไปไหนกันหมด หรือเขาจะเบื่อหน่าย กับสังคมที่มันไม่เจริญไปกว่านี้ แบบเมืองไทย?</p>
<p><strong>3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน</strong><wbr><strong>?แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ</strong><wbr><strong>?เป็นขั้นเป็นตอ มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน</strong></wbr></wbr></p>
<p>ผมเองเป็นหนึ่งในนี้ เพราะว่าเราไม่รู้จักการบริหารจัดการเวลา บริหารจัดการความคิดและสติในการทำงาน การเรียน เราจึงมองไม่เห็นว่า อนาคตเราจะทำอะไร ทำอย่างไร จะทำอย่างไรถึงจะไปถึงจุดที่เราเรียกว่าเป้าหมาย เราไม่ได้ฝึกกันมา ซึ่งการเรียนการสอนของเราก็เป็นแบบท่องจำ เรียนๆไปวันๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ อันที่จริงมันก็มีรูปแบบของการวางแผน การวางเป้าหมายในชีวิตนะ แต่เราขาดการแนะนำที่ถูกต้อง ขาดประสบการณ์ ผมจะยกตัวอย่าง การให้งานของอาจารย์ ในเทอมนึง จะมีงานชิ้นใหญ่อยู่วิชาละ 1-2 งาน เป็นงานที่สั่งตั้งแต่ต้นเทอม และส่งในปลายเทอม แต่&#8230;รู้กันอยู่ใช่มั้ยว่าเราจะไปเร่งทำกันตอนอาทิตย์สุดท้ายก่อนปิดภาคเรียน นั่นเพราะเราขาดการบริหารเวลา ขาดจิตสำนึกในความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ของตนเอง เราได้รับมอบหมายแล้ว แต่เราไม่ทำในทันที เราไม่วิเคราะห์ ไม่คำนวนเวลาให้ดี สุดท้ายงานที่ออกมาก็เป็นแบบไฟรนก้นกันไป</p>
<p><strong>4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน</strong><wbr><strong>้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้าหรือทำด้วยควา</strong><wbr><strong>มเกรงใจ ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะ</strong><wbr><strong>ให้ความสำคัญกับสัญญาหรือข้อตกล</strong><wbr><strong>งอย่างเคร่ง ครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะ</strong><wbr><strong>ยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่</strong><wbr><strong>าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อยๆ</strong></wbr></wbr></wbr></wbr></wbr></wbr></p>
<p>กฏหมายก็คือกฏหมาย บ้านเราอย่างที่ผมบอกมันเป็นสังคมระบบอุปถัมภ์ กฏระเบียบบ้านเมืองก็เหมือนใบปริว ที่ใครจะเก็บหรือไม่เก็บก็ได้ มันมีอยู่เกลือนกราดแต่เราไม่สนใจ ไม่คิดจะรับรู้ บ้างก็ทำเฉยไม่สนใจ เราเห็นสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลในสังคมเยอะแยะไปหมด สิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่เราก็นิ่งเฉย เราคิดว่าไม่เกี่ยวกับเรา หรือเราเองเกรงใจ หรือกลัวต่อผู้ที่กระทำผิด ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของเรา ผมยกตัวอย่างที่ดีให้เห็นชัดๆ ในกรณีที่ ข้าราชการ ซี 5 ที่เคยเป็นข่าวตบบ้องหู เจ้าหน้าที่ตรวจค้นของสนามบิน ตัวเจ้าหน้าที่เองนั่นทำถูกต้องแล้ว เพราะถือเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด แต่ข้าราชการคนนี้กลัวใช้ความกร่าง คิดว่าตนเองควรได้รับความสำคัญมาก ไม่ต้องตรวจก็ได้ ซึ่งมีให้เห็นเยอะครับสังคมไทย เพราะมันไม่ได้เป็นสังคมที่เท่าเทียมกันโดยเนื้อแท้ คนเราเมื่อสวมหน้ากากแล้ว มันก็คิดว่าเราเป็นตัวละคร เป็นคนโน่นคนนี้ ทำให้มันรู้สึกไปเองว่ามันเป็นยักษ์ทศกัณฑ์ เจ้าเมืองลงกา มีอิทธฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ คนดูก็เชื่ออย่างจริงจัง บูชากราบไหว้ โดยไม่ได้นึกถึงเนื้อในหลังหน้ากาก ว่าจริงๆแล้วก็เป็นเฉกเช่นมนุษย์ แค่สัตว์ร่วมโลกเช่นเดียวกับเรานี่เอง</p>
<p><strong>5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที</strong><wbr><strong>่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพ</strong><wbr><strong>ัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุม</strong><wbr><strong>ชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริ</strong><wbr><strong>ม</strong></wbr></wbr></wbr></wbr></p>
<p>ที่ไหนเจริญก็ย่อมเป็นที่กระจุกตัวของการค้า การตลาด เทคโนโลยี การศึกษา ยอมรับว่าประชาชนในถิ่นที่การศึกษาไม่ถูกพัฒนา หรือที่ๆคนขาดคุณภาพชีวิต มักจะถูกหลอก ถูกชักจูงได้ง่าย เป็นเพราะเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือแม้แต่สัคมเมืองก็เถอะ เหยื่อที่คิดว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่สมบูรณ์ด้วย หน้าที่การงาน ฐานะเงินทองและการศึกษา กลับถูกหลอก ถูกชักจูงได้ง่ายเช่นกัน อันเกิดมาจากความเจริญทางวัตถุ และสิ่งแวดล้อมทำให้ขาดโอกาศทางการศึกษาในเรื่องของการดำเนินชีวิต ขาดสติ เพ้อฝันกับลาภยศเงินทองโดยลืมคิดไปว่า ถ้าไม่มีเหยื่อ ก็ย่อมไม่มีผู้ล่า คนโง่ก็ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดอยู่วันยังค่ำ</p>
<p><strong>6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอ</strong><wbr><strong>ำนาจหรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอด</strong><wbr><strong>ไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องป</strong><wbr><strong>รับปรุง</strong></wbr></wbr></wbr></p>
<p>ชัดเจนไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะตัวอย่างก็มีให้เห็นกันเกลื่อน มันเป็นความเหลื่อมล้ำในสังคมชนชั้น คนจนผิดติดคุก คนมีตังส์จ้างทนายสู้คดีชนะถมเถไป เหมือนคำที่ใช้กันหนาหูว่า &#8220;สองมาตรฐาน&#8221; นี่ละครับสังคมระบบอุปถัมภ์ ส่วนตัวผมเองผมพูดได้เต็มปากว่า ให้ญาติโกโหติกาหรือแม้แต่บุพการี หากทำผิดก็ต้องผิด ว่ากันไปตามความจริง ไม่ต้องอิงข้างใคร เพราะคนที่เสีย ก็คือตัวเราเอง ที่ถูกลดความน่าเชื่อถือลง หากสังคมทำเหมือนเข้าใจ แต่คนที่รู้สึกไม่ผิดและรู้อยู่แก่ใจก็คือตัวเราเอง แต่อย่างไรก็ดี &#8220;จิตสำนึกคนเรามันไม่เหมือนกัน&#8221;</p>
<p><strong>7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี่ยงเป็นศรีธนญชัยยกย่องคนมีอ</strong><wbr><strong>ำนาจ มีเงิน โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกา</strong><wbr><strong>ะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า ผู้ก่อการร้ายดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลั</strong><wbr><strong>วเปลืองตัว</strong></wbr></wbr></wbr></p>
<p>คนรวยที่สนับสนุนพวกมีอำนาจ ใช้อุปถัมภ์ค้ำชู ทำธุรกิจผิดกฏหมายในสังคมไทยก็อยู่รอด เพราะมักใหญ่ใฝ่สูง อยากเป็นใหญ่เป็นโต เลียแข้งเลียขานายทุน สนับสนุนเงินเพื่อตำแหน่ง พอได้แล้วก็ตอบแทนด้วยการเอื้อประโยนช์ให้กับผู้มีพระคุณ ทำให้เห็นว่า &#8220;ศีลธรรมกับคุณธรรม&#8221; มันไปกันไม่ได้ ความกตัญญูรู้คุณกลับดูแปดเปื้อนมนทิน คนดีที่ไหนเขาก็ขยาดไม่กล้าสู้ เพราะกลัวอิทธิพล จากบรรดาลูกเจ้าขุนมูลนาย ใหญ่โตทั้งหลาย</p>
<p><strong>8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับผลประโยชน์เอ</strong><wbr><strong>็นจีโอดีๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาส</strong><wbr><strong>อย่างมหาศาลเพราะการค้านหัวชนฝา</strong><wbr><strong>?เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน</strong></wbr></wbr></wbr></p>
<p>คนไทยเราถ้าอะไรที่มันไม่เดือดร้อนตัวเอง มันจะไม่ร้องซักเอะ ?แต่พอเดือดร้อนขึ้นมา กลับไม่ช่วยตัวเอง มานั่งแหงนหน้าอ้าปากรอฟ้ารอฝน ที่จะตกให้ชื่นฉ่ำ พลังขององค์กรอิสระมีมาก หากทุกคนใช้เป็น แต่มันก็ต้องอยู่ได้ด้วยการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ทุกคนเข้าใจว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ใช้อย่างไร ไม่ใช่รอคิดหาแต่ผู้นำ หรือผู้กล้าออกมาเผชิญชะตากรรม ซึ่งหากผู้นำคิดดี กลุ่มก็จะดี แต่ถ้าผู้นำคิดไม่ดี และคนตามคิดไม่ได้ ปลาก็จะเน่าทั้งอวน คนไทยไม่ค่อยพูดกันด้วยเหตุผลที่แท้จริง ส่วนมากเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างส่วนตัวซะมากกว่า เหตุผลแท้จริงแล้วควรถกกันเพื่อข้อยุติ มองส่วนได้ส่วนเสีย ผลกระทบ โดยผ่านการวิเคราะห์จากหลายๆคน หลายๆฝ่ายหลายๆส่วน มีการทำประชาพิจารณ์ (นี่คือประชาธิปไตย) หากจะทำอะไรที่มันจะเปิดผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้อื่นอาจเกิดความเดือนร้อน เราต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย ไม่ใช่ทำอย่างไร ให้เราได้ทำในสิ่งที่ต้องการ โดยผู้อื่นมาทราบทีหลัง มันเหมือนกับวัวหายล้อมคอก ทำแล้วค่อยมาคิด พอเสียหายแล้วค่อยมาแก้ ถ้าไม่เจอปัญหา แสดงว่าประสบความสำเร็จ จริงแล้วไม่ใช่ มันควรจะคิดกันก่อนหน้านั้น นี่เป็นอีกหนึ่งของความรับผิดชอบ(ทางความคิด) ที่คนไทยไม่ค่อยมี</p>
<p><strong>9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลกของเรายังขาดทักษะ</strong><wbr><strong>และทีม เวิร์ค ที่ดี ทำให้สู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้</strong></wbr></p>
<p>เราทำงานเพื่อตัวเอง บางคนก็อ้างส่วนรวม เพื่อทำงานของตัวเอง จริงแล้วเรานับถือศาสนาพุทธแท้ๆ แต่เรากลับไม่รู้จักคำว่า &#8220;ทาน&#8221; เราทำงานไม่ค่อยให้ใจผู้อื่น คนไทยทำงานเป็นทีมไม่เป็น เราขาดความร่วมมือ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราไม่เข้าใจภาระงาน เป้าหมายของงาน เราวางแผนระบบงานไม่เป็น การทำโครงการของไทย มันซับซ้อน และมีช่องโหว่มาก แม้จะทำให้มันซับซ้อนเพื่อจะปิดช่องโหว่ของการคอรับชั่นก็ตาม มันก็ยังมีผู้แสวงหากำไร หาข้อผิดพลาดและรูเล็กๆ น้อย เข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนได้เป็นกอบเป็นกำ ทุกวันนี่เรากัดกินประเทศกันไปคนละนิดละหน่อย ไม่กี่ปีก็คงไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานได้กินได้ใช้</p>
<p><strong>10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจ</strong><wbr><strong>ิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเองขวนข</strong><wbr><strong>วายแสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่</strong><wbr><strong>อสังคม</strong></wbr></wbr></wbr></p>
<p>ที่ผ่านมาหมดทุกข้อ สรุปให้ชัดเจนว่าเราปล่อยปะละเลยลูกหลานของเรามากน้อยแค่ไหน เราใส่ใจพวกเขาแค่ไหน บ้างก็เห็นเป็นแค่บ่อเงินบ่อทอง บ้าก็เป็นตัวสนองตัญหาราคะ บ้างก็เป็นเครื่องมือทำผิด บ้างก็เห็นเป็นตัวปัญหาไม่น่าเกิดมา แล้วย้อนดูตัวเองบ้างมั้ยละคนไทยเอ่ย ว่าคุณให้อะไรกับอนาคตของประเทศชาติบ้าง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://moremeng.in.th/2012/02/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปีที่แล้วก็ตั้งใจ ปีนี้ก็ตั้งใจอีก</title>
		<link>http://moremeng.in.th/2012/01/%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88.html</link>
		<comments>http://moremeng.in.th/2012/01/%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 10:30:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MoreMeng</dc:creator>
				<category><![CDATA[Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://moremeng.in.th/?p=946</guid>
		<description><![CDATA[เผลอแป๊บเดียว ผ่านไปอีกปีแล้ว จากวันนั้น ปี 2010 จนมาวันนี้ ปี 2012 ก็ปาเข้าไป 2 ปีกว่าแล้ว ที่ไม่ได้อัพบทความ ไม่ได้เพิ่มผลงาน ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่มีความก้าวหน้าให้เห็นเลย มันน่าหนักใจจริงๆ ลองย้อนถามกับตัวเองว่า มันเป็นเพราะอะไร? ทำไมเราถึงไม่มีเวลา? ใช่หรือ? เรารออะไร ทำไมไม่ทำในสิ่งที่อยากทำ ทำไมถึงโอ้เอ้ มัวรออะไรอยู่ หรือจะปล่อยเวลาผ่านไปเรื่อยๆ โดยได้แต่นั่งมองวันเวลาที่ผ่านไปแต่ก็ไม่ได้คำตอบหรอกนะ เพียงแต่คิดว่า ที่ผ่านมาเรามัวทำอะไรอยู่ เผลอไผลกับอะไรไปบ้าง ทำไมไม่กลับมาทำในสิ่งที่เฝ้าหวังจะทำมาตั้งนานแล้ว เวลามันไม่ใช่ทุกอย่าง สำหรับปีนี้จะตั้งใจจริงๆแล้วว่า จะอัพบทความ อัพผลงานเอาไว้ เผื่อตายไปจะได้ไม่เสียดาย ว่าวันนี้ได้ทำแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เผลอแป๊บเดียว ผ่านไปอีกปีแล้ว จากวันนั้น ปี 2010 จนมาวันนี้ ปี 2012 ก็ปาเข้าไป 2 ปีกว่าแล้ว ที่ไม่ได้อัพบทความ ไม่ได้เพิ่มผลงาน ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่มีความก้าวหน้าให้เห็นเลย มันน่าหนักใจจริงๆ ลองย้อนถามกับตัวเองว่า มันเป็นเพราะอะไร? ทำไมเราถึงไม่มีเวลา? ใช่หรือ? เรารออะไร ทำไมไม่ทำในสิ่งที่อยากทำ ทำไมถึงโอ้เอ้ มัวรออะไรอยู่ หรือจะปล่อยเวลาผ่านไปเรื่อยๆ โดยได้แต่นั่งมองวันเวลาที่ผ่านไป<span id="more-946"></span>แต่ก็ไม่ได้คำตอบหรอกนะ เพียงแต่คิดว่า ที่ผ่านมาเรามัวทำอะไรอยู่ เผลอไผลกับอะไรไปบ้าง ทำไมไม่กลับมาทำในสิ่งที่เฝ้าหวังจะทำมาตั้งนานแล้ว เวลามันไม่ใช่ทุกอย่าง สำหรับปีนี้จะตั้งใจจริงๆแล้วว่า จะอัพบทความ อัพผลงานเอาไว้ เผื่อตายไปจะได้ไม่เสียดาย ว่าวันนี้ได้ทำแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://moremeng.in.th/2012/01/%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถ่ายภาพงานรับปริญญาเป้ง ม.รามคำแหง</title>
		<link>http://moremeng.in.th/2009/07/congratulations-peng-rankhamhang.html</link>
		<comments>http://moremeng.in.th/2009/07/congratulations-peng-rankhamhang.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Jun 2009 18:08:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MoreMeng</dc:creator>
				<category><![CDATA[Congratulations]]></category>
		<category><![CDATA[Gallery]]></category>
		<category><![CDATA[งานรับปริญญา]]></category>
		<category><![CDATA[รามคำแหง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://moremeng.in.th/?p=821</guid>
		<description><![CDATA[ภาพชุดนี้เก็บไว้นานมากๆ ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๐ เมื่อถึงงานรับปริญญาของเพื่อนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จะเรียกได้ว่าเป็น งานรับปริญญางานแรกเลยก็ว่าได้ ที่ได้ไปถ่ายรูป และก็เริ่มเล่นกล้องได้ไม่นานนัก พอย้อนกลับมาดูภาพแล้ว รู้สึกไม่สวยสมใจเลย เหมือนเด็กหัดถ่าย หรือตาสี ตาสา ที่ไหนเอากล้อง ดิจิม่อน มากดบันทึกภาพก็ไม่รู้ เป้งมันมาบอกผมว่า จะรับปริญญา ให้ไปวันซ้อมใหญ่ ชวนเพื่อนผมไปด้วย ซึ่งใจจริงๆแล้ว มันจะเอาผมเป็นข้ออ้าง เพื่อชวนเมย์ ให้มางานรับปริญญามัน แต่ก็ล้มเหลว เพราะเมย์มาไม่ได้ แห้วไปไอ้เสือ ตอนที่ถ่ายภาพชุดนี้ มีอยู่ภาพนึงที่ยังรู้สึก ขนลุกไม่หาย เป็นภาพที่เพื่อนผม ไอ้เป้งนี่แหละ มันยืมอยู่หน้าพ่อขุนฯ ที่เป็นลานสักการะ หรืออะไรซักอย่าง ที่เป็นเนินดิน ประดับด้วยดอกไม้ ที่นี้ที่ผมรู้สึกขนลุกก็เพราะว่า รูปที่ถ่ายออกมา มันไม่ติดคน! คือว่าตรงนั้น จะมีคนเดินผลุกพล่านมากๆ จนแน่นไปหมด ผมเองก็ยังแปลกใจว่า วูบหนึ่ง ที่ผมถ่ายรูป ไม่ยักกะมีคนเดินผ่าน ทั้งๆ ที่เป็นวันซ้อมใหญ่ การไปถ่ายรูปครั้งนี้ก็ถือว่า เป็นการเริ่มต้นที่พอรับได้ ไม่ขี้เหล่มากนัก ลองชมภาพงานรับปริญญาครั้งแรกของผมดูครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ภาพชุดนี้เก็บไว้นานมากๆ ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๐ เมื่อถึงงานรับปริญญาของเพื่อนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จะเรียกได้ว่าเป็น งานรับปริญญางานแรกเลยก็ว่าได้ ที่ได้ไปถ่ายรูป และก็เริ่มเล่นกล้องได้ไม่นานนัก พอย้อนกลับมาดูภาพแล้ว รู้สึกไม่สวยสมใจเลย เหมือนเด็กหัดถ่าย หรือตาสี ตาสา ที่ไหนเอากล้อง ดิจิม่อน มากดบันทึกภาพก็ไม่รู้ เป้งมันมาบอกผมว่า จะรับปริญญา ให้ไปวันซ้อมใหญ่ ชวนเพื่อนผมไปด้วย ซึ่งใจจริงๆแล้ว มันจะเอาผมเป็นข้ออ้าง เพื่อชวนเมย์ ให้มางานรับปริญญามัน แต่ก็ล้มเหลว เพราะเมย์มาไม่ได้ แห้วไปไอ้เสือ ตอนที่ถ่ายภาพชุดนี้ มีอยู่ภาพนึงที่ยังรู้สึก ขนลุกไม่หาย เป็นภาพที่เพื่อนผม ไอ้เป้งนี่แหละ มันยืมอยู่หน้าพ่อขุนฯ ที่เป็นลานสักการะ หรืออะไรซักอย่าง ที่เป็นเนินดิน ประดับด้วยดอกไม้ ที่นี้ที่ผมรู้สึกขนลุกก็เพราะว่า รูปที่ถ่ายออกมา มันไม่ติดคน! คือว่าตรงนั้น จะมีคนเดินผลุกพล่านมากๆ จนแน่นไปหมด ผมเองก็ยังแปลกใจว่า วูบหนึ่ง ที่ผมถ่ายรูป ไม่ยักกะมีคนเดินผ่าน ทั้งๆ ที่เป็นวันซ้อมใหญ่ การไปถ่ายรูปครั้งนี้ก็ถือว่า เป็นการเริ่มต้นที่พอรับได้ ไม่ขี้เหล่มากนัก ลองชมภาพงานรับปริญญาครั้งแรกของผมดูครับ<span id="more-821"></span></p>

<a href='http://moremeng.in.th/2009/07/congratulations-peng-rankhamhang.html/cg-peng-20090701-001' title='cg-peng-20090701-001'><img width="150" height="150" src="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/07/cg-peng-20090701-001-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="cg-peng-20090701-001" title="cg-peng-20090701-001" /></a>
<a href='http://moremeng.in.th/2009/07/congratulations-peng-rankhamhang.html/cg-peng-20090701-002' title='cg-peng-20090701-002'><img width="150" height="150" src="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/07/cg-peng-20090701-002-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="งานรับปริญญาเป้ง" title="cg-peng-20090701-002" /></a>
<a href='http://moremeng.in.th/2009/07/congratulations-peng-rankhamhang.html/cg-peng-20090701-003' title='cg-peng-20090701-003'><img width="150" height="150" src="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/07/cg-peng-20090701-003-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="cg-peng-20090701-003" title="cg-peng-20090701-003" /></a>
<a href='http://moremeng.in.th/2009/07/congratulations-peng-rankhamhang.html/cg-peng-20090701-004' title='cg-peng-20090701-004'><img width="150" height="150" src="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/07/cg-peng-20090701-004-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="cg-peng-20090701-004" title="cg-peng-20090701-004" /></a>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://moremeng.in.th/2009/07/congratulations-peng-rankhamhang.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบบเสื้อต้นกล้าฯ มัคคุเทศก์</title>
		<link>http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 May 2009 15:34:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MoreMeng</dc:creator>
				<category><![CDATA[Memory]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นกล้าอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[มัคคุเทศก์ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบเสื้อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://moremeng.in.th/?p=812</guid>
		<description><![CDATA[ออกแบบเพิ่มมาอีก 2 แบบ รวมกันเ็ป็น 3 แบบ ที่ให้เลือก ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีสีขาวและสีดำ ดูความต้องการ เพราะสีใช้สีเดีัยวกัน แต่เสื้อคนละสีเท่านั้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ออกแบบเพิ่มมาอีก 2 แบบ รวมกันเ็ป็น 3 แบบ ที่ให้เลือก ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีสีขาวและสีดำ ดูความต้องการ เพราะสีใช้สีเดีัยวกัน แต่เสื้อคนละสีเท่านั้น</p>

<a href='http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99.html/t-shirt-tonkla-archeep-1-1' title='t-shirt-tonkla-archeep-1-1'><img width="150" height="150" src="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/05/t-shirt-tonkla-archeep-1-1-150x150.png" class="attachment-thumbnail" alt="t-shirt-tonkla-archeep-1-1" title="t-shirt-tonkla-archeep-1-1" /></a>
<a href='http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99.html/t-shirt-tonkla-archeep-1-2' title='t-shirt-tonkla-archeep-1-2'><img width="150" height="150" src="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/05/t-shirt-tonkla-archeep-1-2-150x150.png" class="attachment-thumbnail" alt="t-shirt-tonkla-archeep-1-2" title="t-shirt-tonkla-archeep-1-2" /></a>
<a href='http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99.html/t-shirt-tonkla-archeep-2-1' title='t-shirt-tonkla-archeep-2-1'><img width="150" height="150" src="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/05/t-shirt-tonkla-archeep-2-1-150x150.png" class="attachment-thumbnail" alt="t-shirt-tonkla-archeep-2-1" title="t-shirt-tonkla-archeep-2-1" /></a>
<a href='http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99.html/t-shirt-tonkla-archeep-2-2' title='t-shirt-tonkla-archeep-2-2'><img width="150" height="150" src="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/05/t-shirt-tonkla-archeep-2-2-150x150.png" class="attachment-thumbnail" alt="t-shirt-tonkla-archeep-2-2" title="t-shirt-tonkla-archeep-2-2" /></a>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จบการอบรมต้นกล้าอาชีพ</title>
		<link>http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e.html</link>
		<comments>http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 May 2009 18:00:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MoreMeng</dc:creator>
				<category><![CDATA[Memory]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นกล้าอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[มัคคุเทศก์ชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://moremeng.in.th/?p=800</guid>
		<description><![CDATA[เสร็จสิ้นไปแล้วกับการอบรมมัคคุเทศก์ ในโครงการต้นกล้าอาชีพ รุ่นที่ 1 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา เวลา 20 วัน ที่พัดพาคนทั้ง 13 คนมาพบเจอกัน มันช่างบังเอิญเหลือเกิน มีคนที่อายุ 18 ไปจนถึง 40กว่า แต่ทุกอย่างก็ดูลงตัว ไปหมด สีสรรค์จะอยู่ที่วัยรุ่น ในการสร้างเสียงหัวเราะ และความสนุกสนาน อาทิ เชอรี่ สาวร่างยักษ์ ที่หุ่นเธอพริ้วไหว ไปตามจังหวะเพลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ และคนที่มาที่หลังสุดคือพี่อ้อ ที่เข้ามาวันแรก นิ่งมากๆ จนทำให้ผมคิดไปว่า พรุ่งนี้พี่เขาจะมาอีกมั้ยน้อ? แต่พี่เขาก็มา และเข้ากันกับพวกเราได้ อย่างกลมกลืน ยังนั่งถามตัวเองอยู่ทุกวัน ว่าอะไรทำให้พวกเรา เข้ากันได้ไวขนาดนี้ เพราะอะไร? ผมเองก็ยังหาคำตอบตรงนี้ไม่ได้ ความรู้สึกของผมเองตอนที่อบรมอยู่นี้ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกลับไปเรียนอีกครั้งหนึ่ง จากที่ผมเคยทำงานตอนกลางคืน นอนกลางวัน ผมก็ต้องกลับหัวชีวิต? มาอบรมกลางวันและนอนกลางคืนแทนบ้าง ผมต้องตื่นเช้าไปเรียน เหมือนสมัยที่เรียนอยู่ มันช่างเป็นชีวิตที่สุดแสนสบาย จริงๆนะ มันรู้สึกมีความสุข ที่ได้ไปเจอเพื่อนๆ ได้ไปเรียน ได้ไปหาสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต &#8230;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_801" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a class="lightbox" title="cover" href="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/05/cover.jpg"><img class="size-medium wp-image-801" title="cover" src="http://moremeng.in.th/wp-content/uploads/2009/05/cover-300x177.jpg" alt="ต้นกล้าฯ มัคคุเทศก์ รุ่นที่ 1" width="300" height="177" /></a><p class="wp-caption-text">ต้นกล้าฯ มัคคุเทศก์ รุ่นที่ 1</p></div>
<p>เสร็จสิ้นไปแล้วกับการอบรมมัคคุเทศก์ ในโครงการต้นกล้าอาชีพ รุ่นที่ 1 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา เวลา 20 วัน ที่พัดพาคนทั้ง 13 คนมาพบเจอกัน มันช่างบังเอิญเหลือเกิน มีคนที่อายุ 18 ไปจนถึง 40กว่า แต่ทุกอย่างก็ดูลงตัว ไปหมด สีสรรค์จะอยู่ที่วัยรุ่น ในการสร้างเสียงหัวเราะ และความสนุกสนาน อาทิ เชอรี่ สาวร่างยักษ์ ที่หุ่นเธอพริ้วไหว ไปตามจังหวะเพลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ และคนที่มาที่หลังสุดคือพี่อ้อ ที่เข้ามาวันแรก นิ่งมากๆ จนทำให้ผมคิดไปว่า พรุ่งนี้พี่เขาจะมาอีกมั้ยน้อ? แต่พี่เขาก็มา และเข้ากันกับพวกเราได้ อย่างกลมกลืน ยังนั่งถามตัวเองอยู่ทุกวัน ว่าอะไรทำให้พวกเรา เข้ากันได้ไวขนาดนี้ เพราะอะไร? ผมเองก็ยังหาคำตอบตรงนี้ไม่ได้ ความรู้สึกของผมเองตอนที่อบรมอยู่นี้ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกลับไปเรียนอีกครั้งหนึ่ง จากที่ผมเคยทำงานตอนกลางคืน นอนกลางวัน ผมก็ต้องกลับหัวชีวิต? มาอบรมกลางวันและนอนกลางคืนแทนบ้าง ผมต้องตื่นเช้าไปเรียน เหมือนสมัยที่เรียนอยู่ มันช่างเป็นชีวิตที่สุดแสนสบาย จริงๆนะ มันรู้สึกมีความสุข ที่ได้ไปเจอเพื่อนๆ ได้ไปเรียน ได้ไปหาสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ดีกว่าอยู่บ้าน ที่เจอแต่อะไรเดิม ๆ คนเดิม ๆ นิสัยเดิม ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด และก็จบปลักโคลนปลักควายกับ หย่อมเดิม ๆ จบเสียที หลุดพ้นไปจากที่ ๆ เคยอยู่ ไปหาสิ่งใหม่ๆ ดีกว่า วันแรกที่เข้าไปอบรมผมก็ ยังทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะพี่ที่เคยคุยกัน เขาไม่มาอบรม ส่วนผู้หญิงอีกคน ที่ชื่อน้อง ก็มีคนนั่งด้วยแล้ว ก็เลยนั่งข้างพี่ลำดวน ซึ่งก็ยังไม่รู้จะเริ่มสนทนากับพี่เขายังไงดี วันแรกเลยยังไม่ค่อยรู้จักใครมากซักเท่าไหร่ แต่หลังจากที่จบการอบรม ผมได้รับผลตอบรับว่า กล้ามาก ที่ดูเป็นคนเงียบๆ แต่ว่าพูดเก่ง ดูขี้อาย แต่จริงแล้วกล้ามาก อันนี้เขาบอกกันมา จากที่ได้ไปเที่ยว ไปสำรวจเส้นทางการนำเที่ยว ไปชมวัด ตลาด และสถานที่สำคัญต่างๆ แล้ว ทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น ผมจะมาเขียนความรู้สึกกับแต่ละคนอีกครั้ง หลังจากที่ได้พูดไปแล้ว ในวันส่งท้าย<span id="more-800"></span></p>
<ul>
<li>เริ่มจาก เจ๊นา พี่ใหญ่ที่สุึดในการอบรม เจ๊เป็นผู้ใหญ่ใจดี วางตัวดี ผมดูออกว่าเจ๊ต้องเหมือนแม่เพื่อนผมแน่ๆ บุคลิกการแต่งตัว คล้ายๆ กัน คือแต่งตัวสบายๆ แต่เสื้อผ้าที่ใส่ดูดี ไม่ตลาดๆ จะออกแนวๆคุณนาย ก็ไม่เชิง แต่จะออกไปทางแม่ค้า ที่รู้จักพูดจากับคนมากกว่า เจ๊ไปเที่ยวกลับมาก็ยังมีขนมมาฝากพวกเราด้วย และตอนไปเที่ยวตลาดสามชุกเจ๊ ช๊อปเพลินเลยครับ อย่างที่บีบอกละครับ เจ๊นาเหมือนแม่ในหมู่ของพวกเรา เวลาทำอะไรก็ต้องให้เกียรติตามความอาวุโส ผมเองยังอยากเห็นหน้าลูกสาวเจ๊นาเลยนะ เพราะดูแล้วน่าจะสวยเหมือนแม่แน่ๆเลย อิอิ</li>
<li>ต่อมาพี่ลำดวน ถ้าพูดถึงเรื่องพันธมิตร นปช กับเจ๊แกไม่ได้เลย เดี๋ยวของขึ้น เจ๊จะหาเรื่องคุยกันได้ยาว จนต้องหาเรื่องอื่นมาเปลี่ยนเลย พี่ลำดวนก็เป็นผู้ใหญ่ที่วางตัวดี และมีมุมมองความคิดที่เป็นด้านบวกมากๆ ในเกมส์ที่เน้นในด้านจิตวิทยา พี่ลำดวนจะพูดในด้านที่บวกเสมอๆ ทำให้ดูเป็นแม่ชีเลยก็ว่าได้ เวลาที่พี่ลำดวนพูดจบพวกเราก็พากันสาธุกันยกใหญ่ เอ้า สาธุ</li>
<li>พี่นก สาวจากอุบลราชธานี พี่นกดูเป็นสาวที่ขยันมากครับ ผมเข้าใจเพราะแม่ผมเป็นคนขอนแก่น น่าจะเหมือนๆ กัน พี่นกก็เป็นพี่สาวที่ฮาๆ ขำๆ ซึ่งเจ๊แกก็จะจับกลุ่มกับพี่นา พี่ลำดวนคุยเรื่องผู้ใหญ่ๆ หุหุ พี่นกเป็นสาวลุยๆ ไปไหนไปกัน ที่ว่าพี่เขาขยันก็ตอนที่เดินไปกินข้าว พี่นกเหลือบไปเห็นป้ายรับสมัครงาน พี่เขายังขอเวลานอก ไปสอบถามดูเลยครับ</li>
<li>พี่เปีย ตอนแรกคิดว่าพี่เปียจะอายุ 27-28 เพราะดูไม่แก่เท่าไหร่ และตัวเล็ก แต่พี่เขาอายุอานาก็ 33 แล้ว พี่เปียเป็นพี่สาวที่เป็นห่วงน้องๆ ทุกคนเลย อย่างตอนที่เชอรี่ปวดท้อง พี่เปียก็ให้ผมขับรถไปซื้อข้าวต้มมาให้ แต่เมื่อมาถึง เชอรี่ก็กินไม่ได้ ทำให้พี่เปียต้องรับผิดชอบเองคนเดียวเลยกับข้าวต้มถุงนั้น และตอนที่ไปเสม็ด พี่เปียก็พาหลานไปด้วย ซึ่งน้องทรายท้อเสียและอาเจียนเพราะอาหารเป็นพิษ พี่เปียก็ดูแลอย่างไม่ห่างเลย อยากมีพี่สาวแบบนี้มั่งจัง อิอิ หลานสาวพี่เปียน่ารักอย่างแรง นะครับ ^^</li>
<li>พี่อ้อ แม้จะมาช้า แต่ก็ไม่สายเกินไปที่จะกลมกลืนเข้ากับพวกเราได้ ตอนแรกที่เห็นพี่อ้อ นึกแอบดีใจที่ห้องเราจะมีผู้ชายเพิ่มมาอีก 1 คน มีการพนันกับซะด้วย ว่าหนุ่ม หรือ สาว 555+ คนทายว่าหนุ่มก็ต้องพ่ายแพ้ไป เพราะพี่อ้อ ยืินยันชัดเจน กูเป็นผู้หญิง หึหึ เป็นสาวห้าวๆ เฮ้ย เฮ้ ตามประสาช่าง เพราะพี่แกจบมาจากเทคนิค แถมช่างไฟซะด้วย พี่อ้อก็จะไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ แต่เวลาเล่นมุขอะไรทีก็ถึงกับอึ้งได้เหมือนกัน</li>
<li>น้องน้อง อืม เธอชื่อน้อง เลยต้องเรียกว่า น้องน้อง ซึ่งไอ้รุจมันก็ยังเรียกชื่อผิดตั้งแต่ วันแรกจนวันสุดท้ายเลยว่า น้องน้อย น้องเป็นสาวสุราษฯ บ้านเกิดเธออยู่ที่นั่น แต่มาเรียนที่ ราชมงคลฯ หันตรา น้องดูเป็นสาวเงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่เอาจริงๆ เธอพูดได้น้ำไหลไฟดับเหมือนกัน เป็นคนที่ออก accent ได้ชัดมากๆ</li>
<li>ไกด์ สาวร่างอวบอั๋น ที่เต็มไปด้วยอารมขัน ขันแตก! เพราะจะหัวเราะแบบไม่มีเหตุผล หัวเราะไม่หยุด ไม่ว่าจะอึ๊บกี่ที เดี๋ยวก็ต้องหลุดขำออกมาอีก เส้นขำของเธอ มันอยู่ใต้ชั้นผิวหนังลงไปเล็กน้อย ซึ่งมันก็ตื่นมากๆ จนทำให้หยุดหัวเราะไม่ได้ ไกด์เป็นผู้หญิงแรงๆ รักสนุก แต่ไม่ผูกมัด จะว่างั้นก็ได้ ชอบเที่ยวชอบเต้นตามประสาวัยรุ่นทั่วไป นิสัยร่าเริงเป็นกันเอง และไม่ถือตัว จะว่้าไป เพราะไกด์เอง ก็ทำเรื่อง Surprise พวกเราแบบตั้งตัวไม่ติดเหมือนกัน&#8230;.</li>
<li>โบว์ สาวน้อยร่างเล็ก หุ่นดี กับความขาวที่นำหน้ามาแต่ไกล เธอจะนอนตะแคงข้างไม่ได้ เดี๋ยวตาจะไหลมารวมกัน อิอิ ล้อเล่งๆ โบว์ก็น่ารัก พอๆกับไกด์ เพราะเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน เรียนมาด้วยกัน อุปนิสัยใจคอก็น่าจะคล้ายๆ กัน แต่โบว์ก็ทำเอาเราอึ้งกิมกี่ไปเมื่อเจ้าหล่อนเมาแป๊ด! อย่างคาดไม่ถึง</li>
<li>เชอร์รี่ สาวน้อยร่างใหญ่ ที่โปรยสเน่ห์ไปทั่ว อยากจะบอกว่า สามีหล่อนที่ชื่อเบิร์ด หล่อม๊ากกก 555+ มีลูกกันแล้ว 1 คน แต่เสียใจด้วยที่ลูกคนที่ 2 ต้องจากไปก่อนจะถึงเวลา เมื่อชี แท้งแบบไม่รู้ตัว ทำให้ในการอบรมครั้งนี้ มีหลายรสชาติ เหลือเกิน ทั้งเศร้าเสียใจจากที่เธอแท้งลูก และสุขสันต์วันเกิดให้กับเธอในวันที่ 26 เมษายน บ๊ะ เป็นอะไรที่สมดุลกันจริงๆ เชอรรี่ได้เปรยไว้ว่าชอบชาวผมยาว วะวะวะว้าวว งานเข้าเลยเรา เกือบต้องตัดผมครั้งใหญ่ หุหุ จะว่าไปชีเองก็เป็นคนที่คุยสนุก รู้จักคนเยอะ และมีกิ๊กเยอะไม่เบา อีกหน่อยเป็น ซ้อใหญ่ คุมซอยได้เลยละ</li>
<li>เล็ก ก็เล็กสมชื่อ ตัวเล็กแต่&#8230;. อืม เป็นสาวที่หน้าตาจิ้มลิ้ม จมูกโด่ง วันแรกที่เห็นนึกว่า สก๊อย ที่ไหนหัวทองมาแต่ไกล แล้วแต่งตัวแนวๆ แล้วด้วย ยิ่งเหมือนมากๆ เล็กก็เป็นเพื่อนสนิทกับเชอรรี่ แต่ยังสงสัยว่า คบกันได้ยังไง เพราะนิสัยก็ต่างกันพอสมควร แต่ดูแล้วว่าต้องมีอะไรที่เหมือนๆ กัน หรือสมดุลกัน ถึงเป็นเพื่อนกันมาไ้ด้จนถึงทุกวันนี้ พอใกล้จบค่ายเล็กไปตัดผมสั้นมา แถมใส่ชุด นศ. มาอีก กรี๊ดๆ น่ารักมากกกก ยิ่งใส่แว่นด้วยแล้ว สเปกเลย วิ๊ดวิ้ว</li>
<li>บี ไอ้นี่ม่อตลอดการอบรมเลยพี่น้องครับ ไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดง พี่บีเราม่อได้หมดครับ ไปเปิดดู hi5 มันมาแม่งหน้าตาอย่างละอ่อนครับ พี่น้องครับ ต่างจากตัวเป็นๆ ในปัจจุบันมากมาย บีมันเป็นคนที่คุยกับคนง่าย ม่อคนโน้นที คนนี้ที ว่าไปเรื่อย เป็นคนที่มีหัวคิดในแบบการท่องเที่ยว ที่ใช้ได้เลยละ จนมันเองก็ยังอยากมาเรียนท่องเที่ยวเลย แต่เพราะเรื่องความม่อของมันนี่เองเกือบทำให้เป็นเรื่องเ็ป็นราวแล้วมั้ยละ พี่ท่านถึงกับเมามาว เหมือนผู้ชายอกหัก รักคุด ตุ๊ดเมิน ร้องเพลงประชดชีวิต และเสียดสีคนบางคนอย่างที่ คนฟังก็เดาออก ว่าเป็นใคร ไอ้บีมันเป็นคนอัธยาศัยดี เข้ากับเ็ด็กก็ได้ ผู้ใหญ่ก็ดี ตอนไปทะเลมันยังหลอกเด็กได้มาเป็นฝูงๆ เลย บ๊ะ ไอ้นี่มันม่อตัวจริง เหอๆๆ</li>
<li>รุจ ไอ้คนนี้มันคิดยังไงพูดยังงั้นจริงๆ พอดูออกว่าชอบเล็กอยู่ แต่มันไม่กล้าบอก จนโดนเล็กแซวๆ ว่า &#8220;มึงชอบกูไงไอ้รุจ&#8221; บ๊ะ เล็กนี่สปอร์ต จนวันสุดท้ายที่ปิดคอร์ส มันถึงกับพูดทั้งน้ำตาคลอ ว่ามันไม่ค่อยมีคนจะสนใจ ไม่ค่อยมีสาวที่ไหนอยากเล่นด้วย มีเล็กนี่แหละ ที่เป็นคนแรกที่ป้อนขนมให้มันคนแรก และเล่นกับมันโดยไม่ถือสาอะไรเลย ทำให้เราได้รู้ว่า ไอ้รุจมันซิง จริงๆ อิอิ มันเป็นคนที่รักเพื่อนมาก หมายถึงไอ้บีน่ะ มันแคร์ไอ้บี แต่ไม่รู้ไอ้บีแคร์มันเหมือนที่มันแคร์หรือเปล่า นิสัย 2 คนนี้ต่างกันสุดขั้้วเลยเป็นสิ่งที่ลงตัว เป็นความแตกต่างที่เติมเต็มกันและกัน ทำให้มันเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ จนไอ้รุจตัดสินในมาเรียนที่สาขาท่องเที่ยว ของอาชีวะ เพราะว่ามันรู้ดีว่ามันไม่มีความรู้เรื่องช่าง จนมันรู้สึกชอบอาชีพนำเที่ยว ถึงแม้ว่าตัวเองจะอ่อนภาษาอังกฤษก็ตาม แต่ัยังไงก็ สู้ๆ เว้ย เอาใจช่วย</li>
<li>แนส + ศิ สองน้องคู่ขา ที่ต้องคู่กันถึงจะฮา ดูแล้วเป็น DUO ที่เข้ากันได้ดี คนหนึ่งเป็น &#8220;เทยผอม&#8221; อีกคนหนึ่งเป็น &#8220;ห้าวท้วม&#8221; วันแรกๆ ดูศิจะเรียบร้อย พอเริ่มสนิทไปเรื่อยๆ ชักเริ่มกวนทีน ขึ้นทุกวันๆ ส่วนแนสซี่ ก็ถือว่าเป็นสาวปกติ ที่เป็นไปตามธรรมชาตินิสัยของเธอ แต่แอบดูแนสเวลามันพูดมันแนะนำอะไรต่างๆ ไว้แล้วละ อิอิ ประมาณว่าครูพักลักจำ คอยสังเกตุทางทาง ลีลา การใช้น้ำเสียง การวางท่าทาง และการใช้จังหวะ ว่าเขาทำยังไง ซึ่งแนสทำได้ดูเป็นมืออาชีพมากๆ สมแล้วที่ อาจารย์เหน่ง จารย์ฟ้าไว้ใจให้เป็น ลัก ยม</li>
<li>อ.เหน่ง เป็นสาวมาดแมนผมสั้น ที่ดูดุๆ นิดๆ แต่เวลาท่านสอนก็ ดูท่าทางจริงจัง เวลาเล่นก็คือเล่น ที่จำได้แม่นเลยคืออาจารย์เหน่งจะทานเผ็ดไม่ค่อยได้ ขนาดสั่งส้มตำยัง กำชับเลยว่า พริกต้อง 2 เม็ดเท่านั้น ซึ่งตอนที่ไปโอมสเตย์ อ.เหน่งนั่งหม่ำส้มตกแบบลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว &#8220;ก็มันอร่อยนินา&#8221; อ.ท่านว่างั้น</li>
<li>อ.ฟ้า เจ๊แกแจ้เกิดช้า อิอิ แกบอกว่า พ.ศ. เกิดให้เก็บเป็นความลับ แหม หน้าตาชีไป 30 แล้ว ยังจะมาแอ๊วอายุอะไรตอนนี้ อิอิ ผมเองเริ่มรู้สึกว่าคุ้นๆหน้า เจ๊แกตอนที่อบรมไปได้ซักระยะหนึ่ง เมื่อมานั่งคิดๆ ดูก็เลยถาม ว่ารู้จัก อีบอลมั้ยเพราะว่าเจ๊แกเรียนท่องเที่ยว เจ๊แกบอกว่า รู้จัก มันทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่า ใช่คนๆ เดียวกับที่ยืนด่าน้องบนสแตนด์เชียร์ตอนที่แข่งกีฬา ภูมิศาสตร์ภาคกลางเป็นแน่แท้ เลยถามต่อไปว่า อยู่องค์การด้วยใช่ป่าว เจ๊แกก็บอกใช่อีก บ๊ะ ชัวร์ป๊าบ! ใช่แน่ๆ มันเลยทำให้มีเรื่องได้คุยกันอีกนานโข เกี่ยวกับอดีตชาติ หุหุ hi5 เจ๊แกมีแต่รูปถ่ายมาสวยกว่าตัวจริงทั้งนั้นเลย เชื่อเลยว่าความเบรอช่วยให้คนสวนขึ้น ก๊ากๆๆๆๆ เมื่อหลังจบค่ายได้มีทริปไปเสม็ด เจ๊แกก็ว่ายน้ำไม่เป็น เลยโดนแกล้งซะคอผมเป็น ลอยเล็บข่วนเลย -..- พอโดนแซวว่าว่ายท่านกันเชียงแบบนั้นเห็นเกาะแก้วพิศดาร เจ๊แกก็เลิกว่ายเลย สงสัยอาย ก๊ากกๆๆๆ โอ๋ๆๆๆ เข้าล้อเล่นนะคนแก่</li>
</ul>
<p>สรุป การอบรมครั้งนี้ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ใหม่ๆ ที่ทำให้พวกเราสนิทกันอย่างลงตัว แบบไม่น่าเชื่อ จะว่าไปแล้ว มันก็สนุกมาก แม้เป็นเวลาไม่กี่วัน ผมชอบบรรยากาศแบบนี้มากเลย อยากให้มีอีก และมีต่อๆ ไปเรื่อยๆ มันเหมือนทำให้เรากลับไปเรียนได้อีก อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เรียนรู้โลก และเจอะเจอกับผู้คนหลายแบบ ได้ทั้งประสบการณ์การทำงาน การเป็นไกด์ เส้นทางการท่องเที่ยว การทำงานของไกด์ การวางแผน และดูการทำงานของคนที่มีอาชีพไกด์จริงๆ ขอบคุณโครงการดีๆ แบบนี้ที่ทำให้ผม ได้เจอกับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตอีกครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://moremeng.in.th/2009/05/%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->
